
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คืออะไร แก้ไข้ได้ไหม ลักษณะแบบไหนที่ต้องแก้?

เคยสังเกตไหมว่าบางคนมีอาการเปลือกตาตกลงมามากกว่าปกติ จนอาจบดบังการมองเห็น หรือทำให้ดูเหมือนตาปรือตลอดเวลา? ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า “กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง” (Ptosis) เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบมากกว่าแค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตและการมองเห็นอีกด้วย
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่ากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คืออะไรกันแน่? มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถแก้ไขได้หรือไม่? มาดูกันว่าอาการแบบไหนที่ถือว่าต้องแก้ไข และวิธีการรักษาต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยม
ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คืออะไร
ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) คือสภาพที่กล้ามเนื้อซึ่งทำหน้าที่ยกเปลือกตาบนไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดอาการ หนังตาตกหรือหย่อนคล้อยลงมา จนอาจบดบังการมองเห็น ทำให้ดวงตาดูเหมือนกำลังง่วงนอนหรือตาปรือ และชั้นตาดูไม่เท่ากัน
อาการของกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นอย่างไร

1. อาการตาปรือหรือตาตก (Ptosis)
อาการที่โดดเด่นที่สุดของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือ การที่เปลือกตาบนตกลงมาต่ำกว่าตำแหน่งปกติ ซึ่งอาจบดบังดวงตาบางส่วนหรือทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยดูเหมือนคนง่วงนอนหรืออ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม การตกลงมาของเปลือกตานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการมองเห็น โดยเฉพาะเมื่อเปลือกตาบังบริเวณรูม่านตา ทำให้ลานสายตาแคบลงและคุณภาพการมองเห็นลดลง
2. กล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Weak Levator Muscle)
ภาวะนี้บ่งชี้ถึงความบกพร่องในการทำงานของกล้ามเนื้อยกหนังตา (Levator Palpebrae Superioris Muscle) ซึ่งทำหน้าที่เปิดเปลือกตา ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถลืมตาได้สุดอย่างเต็มที่ และมักรู้สึกตาล้า อย่างรวดเร็วเมื่อต้องใช้สายตาเพ่งมองเป็นเวลานาน หรือเมื่อต้องพยายามเบิกตาให้กว้างขึ้นเพื่อชดเชยการมองเห็นที่ถูกบดบัง
3. เลิกคิ้วสูงเพื่อชดเชยการมองเห็น (Compensatory Frontalis Overaction)
เพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็นที่ถูกบดบังจากเปลือกตาที่ตกลงมา ผู้ป่วยจะใช้กลไกการชดเชยโดยการเกร็งและยกกล้ามเนื้อหน้าผากและคิ้วขึ้นอย่างต่อเนื่อง การกระทำนี้ช่วยดึงเปลือกตาให้เปิดขึ้นได้เล็กน้อย แต่ส่งผลให้เกิดการเลิกคิ้วสูง อย่างผิดปกติ และทำให้เกิดรอยย่นหรือรอยตึงเครียด บนหน้าผากอย่างชัดเจน เนื่องจากกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักเกินกว่าปกติอยู่ตลอดเวลา
4. ความเสี่ยงต่อภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) ในเด็ก
ในกรณีที่ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิดในเด็ก หากปล่อยเปลือกตาที่ตกลงมาบดบังการรับภาพของดวงตาไว้โดยไม่มีการรักษา จะขัดขวางพัฒนาการของระบบการมองเห็นในช่วงวัยสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ (Lazy Eye) หรือการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในดวงตาข้างที่ถูกบดบัง จึงเป็นอาการที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน
5. ลักษณะเบ้าตาลึก (Deep Superior Sulcus)
บางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอย่างรุนแรง หรือมีอาการทั้งสองข้าง อาจสังเกตเห็นว่าเบ้าตาด้านบน (บริเวณรอยพับเปลือกตา) ดูลึกกว่าปกติ อาการเบ้าตาลึกนี้อาจเกิดร่วมกับความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและโครงสร้างรอบดวงตา ซึ่งทำให้ลักษณะโดยรวมของดวงตาดูโหลและลึกกว่าคนทั่วไป
6. กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงข้างเดียว (Unilateral Ptosis)
อาการตาตกอาจเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว ทำให้เกิดความไม่สมมาตรที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง โดยจะพบว่าระดับของชั้นตาและรูปร่างตา ของตาข้างที่อ่อนแรงมีความแตกต่างจากตาอีกข้างอย่างมาก ความแตกต่างนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่อาจทำให้การทำงานร่วมกันของดวงตาทั้งสองข้างมีความผิดปกติร่วมด้วย
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เกิดจากอะไร

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยหลัก ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา (Levator Muscle), เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ, หรือปัญหาทางระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน
1. กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด (Congenital Ptosis)
สาเหตุหลักที่พบบ่อยในเด็กคือภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตา (Levator Palpebrae Superioris Muscle) ไม่ได้พัฒนาอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ทารกในครรภ์ หรือมีความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้กล้ามเนื้อมีลักษณะอ่อนแอและไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้มีอาการหนังตาตกตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจเป็นที่ตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง
2. ภาวะอ่อนแรงตามวัย (Involutional/Aponeurotic Ptosis)
นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ใหญ่ โดยเกิดขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป เอ็นที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อยกเปลือกตาเข้ากับเปลือกตา (Levator Aponeurosis) จะเกิดการยืดตัว หลุดลอก หรือเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติ (Dehiscence) ทำให้แรงในการดึงเปลือกตาขึ้นลดลง ส่งผลให้เกิดอาการตาปรือหรือหนังตาตกลงมา
3. พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเสียดสีเรื้อรัง (Mechanical Factors)
พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันสามารถทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดความยืดและอ่อนแอได้ เช่น การขยี้ตาอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง เพราะอาการภูมิแพ้หรือนิสัยส่วนตัว การใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำและยาวนาน หรือแม้แต่การเช็ดเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาที่รุนแรงเกินไป การเสียดสีและดึงรั้งซ้ำ ๆ เหล่านี้ส่งผลให้เอ็นกล้ามเนื้อยกเปลือกตาถูกยืดออกหรือฉีกขาดเล็กน้อย นำไปสู่ภาวะตาอ่อนแรงได้
4. ภาวะบาดเจ็บหรือความเสียหายหลังการผ่าตัด (Traumatic Ptosis)
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจเกิดขึ้นภายหลังอุบัติเหตุ ที่มีการกระแทกบริเวณดวงตา หรือเป็นผลข้างเคียงจากการผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดทำตาสองชั้น การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ที่ไม่ชำนาญ หรือมีความซับซ้อน อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อกล้ามเนื้อยกเปลือกตา หรือเส้นประสาท ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ (เช่น Oculomotor Nerve) ซึ่งทำให้การทำงานของเปลือกตาผิดปกติ
5. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย (Myasthenia Gravis หรือ MG)
เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Disease) โดยร่างกายจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาทำลายหรือยับยั้งตัวรับสารสื่อประสาทอะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) ที่รอยต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้การส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อบกพร่อง กล้ามเนื้อจึงอ่อนแรงลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กล้ามเนื้อตา มักมีอาการตาปรือ หนังตาตก ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เห็นภาพซ้อนหรือกล้ามเนื้อส่วนอื่นอ่อนแรง
6. สาเหตุทางระบบประสาทอื่น ๆ (Neurological Causes)
อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ซับซ้อนในระบบประสาท เช่น ภาวะ Horner’s Syndrome ซึ่งเกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทซิมพาเทติก หรืออาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เนื้องอกในสมอง หรือความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 (Oculomotor Nerve Palsy) ซึ่งเป็นเส้นประสาทหลักที่ควบคุมกล้ามเนื้อยกเปลือกตา ดังนั้นหากเกิดอาการตาตกอย่างเฉียบพลัน ควรรีบไปพบศัลยแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุทางระบบประสาททันที
ปรับกล้ามเนื้อตา เหมาะกับใคร

- ตามีปัญหาการมองเห็นชัดเจน: คนที่เปลือกตาตกลงมามากจนบังตาดำ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน หรือต้องเงยหน้า เลิกคิ้วช่วยตลอดเวลา
- ต้องการแก้ไขบุคลิกภาพ: คนที่รู้สึกว่าตัวเองดูตาปรือ ดูง่วงนอน หรือดูเศร้าตลอดเวลา และต้องการให้ดวงตาดูสดใสและตื่นตัวมากขึ้น
- รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล: คนที่เป็นตาอ่อนแรงมาตั้งแต่เด็ก หรือเป็นจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ลองรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น
ปรับกล้ามเนื้อตา ไม่เหมาะกับใคร
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง: คนที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย (MG) ที่อาการยังคุมไม่ได้ หรือมีปัญหาสุขภาพที่เสี่ยงต่อการผ่าตัด
- ผู้ที่ร่างกายไม่พร้อม: คนที่มีปัญหาสุขภาพทั่วไปที่ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย
- อาการอ่อนแรงน้อยมาก: คนที่ตาตกเพียงเล็กน้อย ไม่ได้มีผลต่อการมองเห็นหรือบุคลิกภาพมากนัก และยังสามารถติดตามอาการต่อไปได้
การเตรียมตัวก่อนปรับกล้ามเนื้อตา
เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี ควรเตรียมตัวดังนี้
- คุยกับศัลยแพทย์เฉพาะทาง: เข้าพบจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตาโดยตรง เพื่อให้ศัลยแพทย์ตรวจดูอาการ ประเมินว่าต้องแก้ไขกล้ามเนื้อตามากน้อยแค่ไหน และวางแผนผ่าตัด
- บอกข้อมูลสุขภาพทั้งหมด: แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาหรืออาหารเสริมที่กินอยู่ทั้งหมดให้ศัลยแพทย์ทราบ
- งดยาบางชนิด: งดกินยาหรืออาหารเสริมที่อาจทำให้เลือดหยุดยาก เช่น แอสไพริน หรือน้ำมันปลา ตามที่ศัลยแพทย์สั่ง
- เตรียมลางานพักฟื้น: เตรียมพร้อมสำหรับการพักฟื้นหลังผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน
ขั้นตอนการปรับกล้ามเนื้อตา
ขั้นตอนโดยทั่วไปที่ใช้ในการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีดังนี้
- ออกแบบและวางแผน: ศัลยแพทย์จะวัดและออกแบบชั้นตาใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างใบหน้าของเรา
- ฉีดยาชา: ฉีดยาชาเฉพาะที่ เพื่อให้ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างผ่าตัด
- แก้ไขกล้ามเนื้อตา: ศัลยแพทย์จะเปิดแผลเล็ก ๆ เพื่อเข้าไปเย็บมัดกล้ามเนื้อยกเปลือกตาที่อ่อนแรง ให้สั้นลงและแข็งแรงขึ้น เพื่อให้เปลือกตากลับมาเปิดได้เต็มที่
- เย็บปิดแผล: เย็บปิดแผลและเย็บสร้างชั้นตาใหม่ให้สวยงาม การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 45 ถึง 90 นาที และจะมาตัดไหมในอีกประมาณ 7 วันหลังผ่าตัด
การดูแลตัวเองหลังปรับกล้ามเนื้อตา

การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องจะช่วยให้แผลหายเร็วและสวยงาม สามารถทำได้ดังนี้
- ประคบเย็น: ใช้ผ้าเย็นหรือน้ำแข็งประคบเบา ๆ บริเวณรอบดวงตาในช่วงแรก เพื่อช่วยลดอาการบวม
- ระวังแผล: ห้ามขยี้ตาหรือถูแรง ๆ และระวังไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- กินยาตามศัลยแพทย์สั่ง: กินยาแก้อักเสบและยาแก้ปวด รวมถึงทายาที่ศัลยแพทย์ให้มาอย่างสม่ำเสมอ
- งดกิจกรรมหนัก: หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ต้องก้มศีรษะลงต่ำในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อลดอาการบวม
- ไปตามนัด: อย่าลืมไปตามนัดของศัลยแพทย์เพื่อตรวจดูอาการและตัดไหม
ข้อดี-ข้อเสียของการปรับกล้ามเนื้อตา
การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีความเสี่ยงและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา
| ข้อดี | ข้อเสีย |
| ช่วยฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา ทำให้สามารถลืมตาได้สุด มองเห็นภาพได้ชัดเจนและกว้างขึ้น | จำเป็นต้องมีการพักฟื้นหลังการผ่าตัด โดยทั่วไปประมาณ 7 วัน เพื่อให้แผลหายและอาการบวมลดลง |
| ลดลักษณะอาการตาตกหรือตาปรือได้อย่างชัดเจน ทำให้ดวงตาดูสดใสและตื่นตัวมากขึ้น | อาจมีรอยแผลผ่าตัดเล็กน้อยที่บริเวณเปลือกตา แต่โดยปกติจะถูกซ่อนอยู่ในรอยพับชั้นตา และจะค่อย ๆ จางลง |
| ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และมีชีวิตชีวาขึ้น ลดความจำเป็นในการเลิกคิ้วช่วยเปิดตา ซึ่งช่วยลดริ้วรอยบนหน้าผากได้ | อาจเกิดอาการบวม รอยช้ำ หรือฟกช้ำรอบดวงตาเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติและจะหายไปได้เอง |
| เมื่อทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งเปลือกตา ถือเป็นการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงน้อย |
ผลข้างเคียงของการปรับกล้ามเนื้อตา
ผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ตามปกติหลังการผ่าตัด และส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นหรือหายไปได้เองในระหว่างช่วงพักฟื้น
- ตาบวมและช้ำ: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดหลังผ่าตัด ซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเล็กน้อย อาการบวมและรอยช้ำรอบดวงตาจะค่อย ๆ ลดลงและหายไปเองภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์
- รู้สึกตึงหรือระคายเคืองตา: ในช่วงแรก อาจรู้สึกเหมือนตาตึง ๆ หรือระคายเคืองตา รวมถึงอาการตาแห้งบ้างเล็กน้อย เนื่องจากกล้ามเนื้อและเปลือกตาถูกจัดตำแหน่งใหม่ อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
- สายตาต้องปรับตัวชั่วคราว: การมองเห็นอาจรู้สึกแปลกไป หรือต้องใช้เวลาปรับตัวในช่วงแรก เพราะระดับการเปิดของเปลือกตาเปลี่ยนไปจากเดิม
- โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน (น้อยมาก): แม้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ, มีเลือดออก, หรือผลการผ่าตัดที่ตาไม่เท่ากัน ซึ่งหากเกิดกรณีเหล่านี้จำเป็นต้องปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม
ราคาของการปรับกล้ามเนื้อตา
ราคาสำหรับการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ เทคนิคที่ใช้ หากใครสนใจและต้องการขอคำปรึกษาพร้อมประเมินราคาเฉพาะเคส สามารถส่งรูปภาพมาให้ประเมินได้ที่ LINE ID: https://page.line.me/fxl6554w
เลือกปรับกล้ามเนื้อตาที่ไหนดี
การเลือกคลินิกหรือโรงพยาบาลที่เหมาะสมมีความสำคัญมากต่อผลลัพธ์และความปลอดภัยในการผ่าตัด คุณควรพิจารณาจากปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้
1. ตรวจสอบความเก่งและประสบการณ์ของศัลยแพทย์ (Expertise)
ควรเลือกศัลยแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตาโดยเฉพาะ หรือศัลยแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูงในการแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
2. มาตรฐานและความปลอดภัยของคลินิก (Safety & Standard)
คลินิกหรือโรงพยาบาลควรได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างถูกต้อง สถานที่ต้องมีความสะอาด ปลอดเชื้อ และมีเครื่องมือทางการศัลยแพทย์ที่ทันสมัยพร้อมใช้งาน รวมถึงควรมีห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
3. รีวิวและชื่อเสียง (Reviews & Reputation)
ลองค้นหารีวิวและข้อเสนอแนะจากผู้ที่เคยเข้ารับบริการผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อตาจากคลินิกนั้น ๆ เพื่อประเมินความพึงพอใจในผลลัพธ์ พิจารณาว่าคลินิกมีระบบการดูแลหลังการผ่าตัดดีหรือไม่ มีความใส่ใจในการติดตามผลและให้คำแนะนำแก่คนไข้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่
ทำไมต้องเลือกปรับกล้ามเนื้อตากับ SU:I
การเลือกผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาที่คลินิก SU:I Plastic Surgery มีจุดเด่นสำคัญหลายประการที่สร้างความมั่นใจให้กับคนไข้
- มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: ที่นี่นำโดย Dr. Ahn Tae Joo ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี ในด้านการศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตาและการแก้ไขกล้ามเนื้อตาที่ซับซ้อนโดยเฉพาะ เพราะมีความละเอียดในการปรับเทคนิคให้เข้ากับปัญหาตาของแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและดูเป็นธรรมชาติที่สุด
- เทคนิคผ่าตัดเฉพาะบุคคลที่ยืดหยุ่น: SU:I มีเทคนิคการผ่าตัดที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น สามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน เช่น ภาวะตาสามชั้น หรือตาตก ได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องผ่าตัดหลายส่วนพร้อมกัน การทำเช่นนี้ช่วยให้อาการบวมช้ำลดลง และระยะเวลาการพักฟื้นเร็วขึ้น
- มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง: คลินิกให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ห้องผ่าตัดได้รับการออกแบบมาอย่างดีและได้มาตรฐาน มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน และไฟสำรอง เพื่อให้มั่นใจว่าการผ่าตัดทุกเคสเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด
- การดูแลหลังผ่าตัดอย่างใส่ใจ (Aftercare): ที่นี่มีโปรแกรมดูแลหลังการผ่าตัดอย่างใกล้ชิด เช่น โปรแกรมลดบวมด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ และการฉายแสง LED ซึ่งช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อให้หายเร็วขึ้น โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- ผลลัพธ์เน้นความงามตามธรรมชาติ: SU:I เน้นผลลัพธ์ที่ทำให้ดวงตาดูสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งทื่อ หรือมีลักษณะเหมือนผ่านการผ่าตัดมากเกินไป ชั้นตาที่ได้จะเข้ากับรูปหน้าของคนไข้แต่ละรายอย่างกลมกลืน
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
จะรู้ได้ไงว่ากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
สังเกตอาการ เปลือกตาบนจะตกลงมาบังตาดำ (ตาปรือ) ทำให้ดูเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา หรือต้อง เลิกคิ้ว/เงยหน้า ช่วยในการมองเห็น
ปรับกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงกี่วันหาย
ตัดไหมประมาณ 7 วัน หลังผ่าตัด โดยอาการบวมลดลงชัดเจนประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถใช้ชีวิตและแต่งหน้าได้ ซึ่งเห็นผลลัพธ์สุดท้ายใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน
สรุป
กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) เป็นปัญหาที่ทำให้เปลือกตาบนตกลงมาบดบังดวงตา ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อบุคลิกภาพที่ดูอ่อนล้า แต่ยังกระทบต่อการมองเห็นด้วย ภาวะนี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดจากการเสื่อมสภาพตามวัย การรักษาที่ได้ผลชัดเจน คือ การผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อตา ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูการทำงานของเปลือกตา ทำให้ลืมตาได้เต็มที่ และทำให้ดวงตาดูสดใสเป็นธรรมชาติมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุด คือการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญสูงเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี
เอกสารอ้างอิง
1. Strabismus Surgery. (2022). แหล่งข้อมูล : https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24488-strabismus-surgery
2. Corey Whelan. (2020). 8 Exercises to Try to Correct a Lazy Eye. แหล่งข้อมูล : https://www.healthline.com/health/eye-health/lazy-eye-exercises
3. Surgery Squint. (2023). แหล่งข้อมูล : https://www.nhs.uk/conditions/squint/surgery/
4. Strabismus (crossed eyes). (n.d.). แหล่งข้อมูล : https://www.aoa.org/healthy-eyes/eye-and-vision-conditions/strabismus
5. WebMD Editorial ContributorsMedically. (2023). Eye Exercises. แหล่งข้อมูล : https://www.webmd.com/eye-health/eye-exercises





