
10 วิธียกกระชับหน้า แก้ผิวหย่อนคล้อย ที่เห็นผลและปลอดภัย

การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยคืนความเยาว์วัยได้อย่างเห็นผลชัดเจนที่สุด ด้วยการลดความหย่อนคล้อยบริเวณใบหน้าและลำคออย่างตรงจุด ช่วยปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม ริ้วรอยร่องลึกดูลดลง ผิวกลับมาตึงกระชับอีกครั้ง นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการจัดเรียงตัวของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวหนัง ส่งผลให้ผิวดูแข็งแรง มีสุขภาพดี และดูเด็กกว่าวัยอย่างเป็นธรรมชาติ
ปัญหาผิวหย่อนคล้อยเกิดจากอะไร? ทำไมต้องแก้ไขด้วยการดึงหน้า

สาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนเลือกแก้ปัญหาด้วยการยกกระชับใบหน้า คือความกังวลเรื่องผิวที่ไม่เต่งตึงเหมือนเก่า ซึ่งก่อนจะตัดสินใจว่าควรผ่าตัดดึงหน้าหรือไม่ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปัญหาผิวหย่อนคล้อยเกิดจากปัจจัยใดบ้าง ดังนี้
- อายุที่มากขึ้น: เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินลดลง ผิวจึงสูญเสียความยืดหยุ่นและหย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง
- แสงแดดและรังสี UV: ปัจจัยภายนอกที่ทำลายโครงสร้างผิวลึกถึงระดับเซลล์ ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ระดับเอสโตรเจนลดลง ส่งผลโดยตรงต่อความแน่นของผิว
- พันธุกรรมและไลฟ์สไตล์: การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และขาดการพักผ่อน ล้วนเร่งให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ปัญหาเหล่านี้มีความรุนแรงแตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกวิธีแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือ หรือการผ่าตัดดึงหน้าสไตล์เกาหลี จึงต้องพิจารณาจากลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคลเป็นหลัก
เจาะลึก 10 วิธียกกระชับใบหน้า ตั้งแต่หัตถการไปจนถึงการผ่าตัดดึงหน้า


1. Sculptra
Sculptra คือสารฉีดกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ (Collagen Biostimulator) ที่มีส่วนประกอบของ PLLA ช่วยให้ผิวอิ่มฟูและยกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่อยากผ่าตัดดึงหน้าแต่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน
- ข้อดี: ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 2 ปี ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้น
- ข้อจำกัด: ต้องทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง และเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงเดือนที่ 3
2. Radiesse
นวัตกรรมจาก Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ที่ช่วยให้ผิวเฟิร์มกระชับทันทีหลังทำ พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว
- ข้อดี: เห็นผลทันที อยู่ได้นานถึง 2 ปี ช่วยให้ผิวแน่นเด้ง
- ข้อจำกัด: อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหลังทำ และควรทำต่อเนื่องตามคำแนะนำศัลยแพทย์
3. Thermage FLX
การใช้คลื่นความถี่วิทยุ (RF) ยิงลงลึกเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและกระชับผิว เหมาะสำหรับคนที่มีไขมันแก้มเยอะและต้องการให้หน้าเรียวเล็ก
- ข้อดี: ไม่ต้องผ่าตัด เห็นผลทันที 20% และชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือน
- ข้อจำกัด: อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะทำ และไม่เหมาะกับคนที่มีผิวหน้าตอบ
4. Ultherapy Prime
เทคโนโลยีอัลตราซาวด์ที่มีความแม่นยำสูง สามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า (SMAS)
- ข้อดี: คงผลลัพธ์ได้นาน 1 ปี ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน US-FDA
- ข้อจำกัด: ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำ HIFU ทั่วไป และอาจรู้สึกจี๊ดๆ ใต้ผิวขณะทำ
5. HIFU-Ultraformer
การยิงคลื่นอัลตราซาวด์เพื่อรวมจุดความร้อนใต้ผิว ทำให้เนื้อเยื่อหดตัวและยกกระชับขึ้น
- ข้อดี: ราคาย่อมเยา ปรับรูปหน้าได้หลายส่วน ทั้งใบหน้าและลำคอ
- ข้อจำกัด: ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน จึงต้องทำบ่อยกว่า Ulthera
6. Volnewmer
นวัตกรรม Monopolar RF ล่าสุดที่ช่วยให้ผิวแน่น อิ่มฟู และรูขุมขนกระชับ โดยเน้นความสบายขณะทำ
- ข้อดี: มีระบบทำความเย็นช่วยลดความเจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น
- ข้อจำกัด: ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-8 เดือน และอาจมีรอยแดงเล็กน้อยหลังทำ
7. Botox
การฉีดโบท็อกซ์เทคนิค Dermolift หรือ Nefertiti lift เพื่อดึงกล้ามเนื้อใบหน้าให้ดูยกขึ้นและคมชัด
- ข้อดี: เห็นผลเร็วใน 3-4 วัน ราคาไม่แพง
- ข้อจำกัด: ผลลัพธ์ไม่ถาวร อยู่ได้เพียง 3-4 เดือน
8. Filler
การใช้สารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid ฉีดเข้าไปเพื่อพยุงโครงหน้าและแก้ปัญหาหน้าตก
- ข้อดี: เห็นผลทันที ผิวดูอิ่มเอิบและมีมิติขึ้น
- ข้อจำกัด: ฟัลเลอร์สามารถสลายตัวได้เอง ต้องกลับมาเติมซ้ำเพื่อคงสภาพ
9. ร้อยไหมยกกระชับ (Thread Lifting)
การใช้ไหมก้างปลาเกี่ยวรั้งเนื้อเยื่อเพื่อยกผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้นทันที
- ข้อดี: เห็นผลหลังทำทันที เหมาะกับคนต้องการหน้าเรียวแบบเร่งด่วน
- ข้อจำกัด: มีโอกาสบวมช้ำ และผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-12 เดือน
10. ผ่าตัดดึงหน้า (Facelift)
สำหรับการผ่าตัดดึงหน้า โดยเฉพาะเทคนิคแบบเกาหลี คือวิธีการที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยรุนแรงหรืออายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ต้องการผลลัพธ์แบบถาวรและชัดเจนที่สุด
- ข้อดี: แก้ไขปัญหาได้ครอบคลุมทุกส่วนของใบหน้า ผลลัพธ์คงทนยาวนานหลายปี
- ข้อจำกัด: เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาพักฟื้น มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่น และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์เป็นสำคัญ
ราคาดึงหน้า ยกกระชับหน้า

ราคาของการดึงหน้าและยกกระชับหน้า จะแตกต่างกันไปตามเทคนิคที่ใช้ พื้นที่ที่ต้องการแก้ไข
หากใครสนใจและต้องการขอคำปรึกษาพร้อมประเมินราคาเฉพาะเคส สามารถส่งรูปภาพมาให้ประเมินได้ที่ LINE ID:
ยกกระชับหน้าที่ SU:I Plastic Surgery ดีอย่างไร

- ดูแลโดยศัลยแพทย์ระดับปรมาจารย์: ดำเนินการโดย นพ. อันแทจู (Dr. Ahn Tae-joo) ศัลยแพทย์เฉพาะทางที่มีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของเกาหลี มีความเชี่ยวชาญสูงในการปรับโครงสร้างใบหน้าและดวงตา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการยกกระชับให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
- นวัตกรรมการวิเคราะห์แบบ “Tailor-made”: มีระบบการวินิจฉัยเชิงลึกแบบรายบุคคล (Customized Analysis) ไม่ใช่การผ่าตัดแบบบล็อกเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นการวางแผนตามสัดส่วนโครงสร้างใบหน้า กล้ามเนื้อ และปัญหาผิวจริงของคนไข้แต่ละท่าน
- เทคนิคการปรับโครงสร้างชั้นลึก: โดดเด่นด้วยทักษะการผ่าตัดที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ (SMAS) รวมถึงเทคนิคพิเศษในการปรับแก้จุดพยาธิสภาพ
- ผลลัพธ์ที่เน้นความละมุนและเป็นธรรมชาติ: ด้วยประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตาและใบหน้า ทำให้ศัลยแพทย์สามารถซ่อนแผลผ่าตัดได้อย่างแนบเนียน และปรับความตึงให้พอดี ไม่ดูหลอกตาหรือ “หน้าตึงเกินไป” (Over-tightened)
- มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล: เลือกใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐานสูงสุด พร้อมระบบดูแลความปลอดภัยและวิสัญญีแพทย์ที่เข้มงวดตลอดการผ่าตัด
- การดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด: มีระบบ Recovery Program ที่ออกแบบมาเพื่อลดอาการบวมช้ำและเร่งการฟื้นตัวของผิวหนัง ช่วยให้คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานกี่ปี?
โดยปกติผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 7-10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล แม้เวลาจะผ่านไปใบหน้าของคนไข้ก็จะยังดูเด็กกว่าอายุจริงเสมอเมื่อเทียบกับตอนที่ไม่ได้ผ่าตัด
ผ่าตัดดึงหน้าที่ SU:I Plastic Surgery จะมีแผลเป็นหรือไม่?
นพ. อันแทจู มีความเชี่ยวชาญสูงในการซ่อนแผล โดยรอยแผลจะอยู่ตามแนวไรผมและขอบหู ซึ่งจะค่อยๆ จางลงจนสังเกตเห็นได้ยากภายใน 3-6 เดือนหลังผ่าตัด
ต้องพักฟื้นที่เกาหลีนานแค่ไหน?
แนะนำให้พักฟื้นในเกาหลีอย่างน้อย 7-10 วัน เพื่อให้ศัลยแพทย์ตรวจเช็กอาการและตัดไหม หลังจากนั้นสามารถเดินทางกลับประเทศไทยและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยอาการบวมส่วนใหญ่จะลดลงภายใน 2 สัปดาห์
อายุเท่าไหร่ถึงควรผ่าตัดดึงหน้า?
ส่วนใหญ่คนไข้จะอยู่ในช่วงอายุ 45-60 ปีขึ้นไป ที่มีปัญหาหย่อนคล้อยรุนแรง แต่หากเป็นกรณีที่มีปัญหาโครงสร้างใบหน้าหย่อนคล้อยก่อนวัย หรือต้องการแก้ไขงานผิดพลาดจากการทำที่อื่น ก็สามารถปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อทำ Mini Facelift ได้ตั้งแต่อายุ 30 ปลาย ๆ
การผ่าตัดดึงหน้าแตกต่างจากการร้อยไหมหรือทำ Ulthera อย่างไร?
การทำหัตถการ (ร้อยไหม/Ulthera) เหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางและไม่ต้องการผ่าตัด แต่การผ่าตัดดึงหน้าจะสามารถแก้ไขไปถึงชั้นกล้ามเนื้อลึก (SMAS) และตัดผิวหนังส่วนเกินออกได้ ซึ่งหัตถการอื่นทำไม่ได้ ผลลัพธ์จึงชัดเจนและถาวรกว่ามาก
สามารถทำศัลยกรรมตาร่วมกับการดึงหน้าในครั้งเดียวได้ไหม?
ทำได้ และเป็นที่นิยมอย่างมากที่ SU:I Plastic Surgery เนื่องจากการปรับโครงสร้างตาควบคู่กับการยกกระชับใบหน้าส่วนบนจะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงอย่างสมดุลและเป็นธรรมชาติที่สุด
สรุป
การมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และตึงกระชับอย่างเป็นธรรมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่แม่นยำและการดูแลที่มีมาตรฐาน ที่ SU:I Plastic Surgery เรามุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาลึกถึงชั้นโครงสร้างโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ถาวรและไร้กังวล
เอกสารอ้างอิง
1. Facelift Surgery Guide. (n.d.). https://www.americanboardcosmeticsurgery.org/procedure-learning-center/face/facelift-guide/
2. Nonsurgical Facelift. (2022, August 18). https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24018-non-surgical-facelift
3. Facelift Techniques: An Overview. (2022). https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35709719/





