
O2 Pressure Chamber Therapy คืออะไร? เจาะลึกกระบวนการทำงาน

ในโลกของการแพทย์สมัยใหม่ที่มีการค้นคว้าวิธีรักษาและฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่อง Hyperbaric Oxygen Therapy หรือ HBOT ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ O2 Pressure Chamber Therapy ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแค่เทคนิคเฉพาะทางในการรักษาภาวะดำน้ำหรือพิษจากคาร์บอนมอนอกไซด์อีกต่อไป แต่ยังขยายขอบเขตการใช้งานไปสู่การช่วยเร่งการหายของแผลเรื้อรัง การฟื้นฟูร่างกายนักกีฬา ไปจนถึงการบำบัดภาวะสมองล้า
บทความนี้จะเจาะลึกต่อไปถึงขั้นตอนการรักษาทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง และสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับการบำบัดด้วย O2 Pressure Chamber Therapy
O2 Pressure Chamber Therapy คืออะไร
การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) คือวิธีการรักษาทางการแพทย์เสริม โดยให้คนไข้หายใจเอา ออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ในขณะที่อยู่ในห้องปรับความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Chamber) ที่มีความดันสูงกว่า 1 บรรยากาศ ปกติอยู่ที่ 2-3 เท่าของความดันบรรยากาศปกติ
O2 Pressure Chamber Therapy ลักษณะอย่างไร
คนไข้จะเข้าไปอยู่ภายในห้องปรับความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Chamber) ซึ่งเป็นห้องที่มีลักษณะคล้ายแคปซูลหรือห้องปิดที่มีขนาดต่างกันไป
- ห้องเดี่ยว (Monoplace Chamber): สำหรับคนไข้ 1 คน
- ห้องรวม (Multiplace Chamber): สำหรับคนไข้หลายคนและมีบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปดูแลได้
คนไข้จะนอนหรือนั่งในห้อง และจะได้รับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ผ่านทางหน้ากากครอบหรือฮู้ดใส
Pressure Chamber Therapy ทำงานอย่างไร

- เพิ่มความดัน: เมื่ออยู่ในห้องที่ความดันสูงกว่าปกติ ทำให้ออกซิเจนสามารถละลายเข้าไปในน้ำเลือด (พลาสมา) ได้ในปริมาณที่สูงกว่าการหายใจในสภาวะปกติอย่างมาก (อาจมากกว่าปกติถึง 10-25 เท่า)
- ส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อ: ออกซิเจนที่ละลายในน้ำเลือดจะสามารถเข้าถึงและลำเลียงไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง แม้ในบริเวณที่มีปัญหาหลอดเลือดตีบตัน มีอาการบวม หรือมีการติดเชื้อรุนแรงที่ออกซิเจนปกติเข้าไปไม่ถึง
- ผลลัพธ์ การเพิ่มออกซิเจนในระดับสูงจะช่วย
- ลดอาการบวมและอักเสบ
- กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ และสร้างหลอดเลือดฝอย
- เสริมฤทธิ์ยาปฏิชีวนะ ในการกำจัดเชื้อโรค
- เร่งกระบวนการสมานแผล
O2 Pressure Chamber Therapy เหมาะกับใคร

HBOT ใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาหลัก โดยใช้ในภาวะและโรคต่าง ๆ ภายใต้การดูแลของศัลยแพทย์ เช่น
- โรคจากการดำน้ำ (Decompression Sickness) หรือที่เรียกว่า “โรคเมาความกดอากาศ”
- แผลเรื้อรังที่ไม่หาย เช่น แผลเบาหวานที่เท้า แผลกดทับ
- แผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก
- ภาวะติดเชื้อรุนแรงของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อ (เช่น Gas Gangrene)
- การติดเชื้อของกระดูกเรื้อรัง ที่รักษาด้วยวิธีปกติไม่ได้ผล
- ภาวะเนื้อเยื่อตาย หลังจากการฉายรังสีรักษา (Radiation Injury)
- พิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide Poisoning)
- ภาวะสมองหรือไขสันหลังบวม หลังการบาดเจ็บ
- โรคหูดับเฉียบพลัน ที่ไม่ทราบสาเหตุ
- การเพิ่มสมรรถภาพทางกายและลดอาการเหนื่อยล้า (ในบางกรณี)
O2 Pressure Chamber Therapy ไม่เหมาะกับใคร
แม้ว่า HBOT จะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่มีข้อห้ามสำหรับคนไข้บางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเฉียบพลันหรือโรคที่ยังไม่ได้รับการควบคุม ซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ:
- มีภาวะปอดแตก หรือลมในช่องอก (Pneumothorax) ที่ยังไม่ได้ทำการรักษา
- คนไข้ที่มีอาการของโรคทางเดินหายใจส่วนบน หรือมีปัญหาที่ช่องหูและไซนัส (เช่น เป็นหวัด คัดจมูก) อาจมีปัญหาในการปรับความดันหู
- คนไข้ที่กำลังมีไข้สูง หรือมีอาการชักที่ควบคุมไม่ได้
- ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัดบางประเภท
- หญิงมีครรภ์ (อาจมีการพิจารณาเป็นรายบุคคล)
ประโยชน์ของ O2 Pressure Chamber Therapy

ประโยชน์หลัก ๆ ของ HBOT มาจากการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนปริมาณสูงมาก ซึ่งมีผลดีต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ:
- เร่งการสมานแผล: ออกซิเจนที่สูงขึ้นช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และเส้นเลือดฝอยใหม่ ทำให้แผลเรื้อรัง (เช่น แผลเบาหวาน) หายเร็วขึ้น
- ลดอาการบวมและอักเสบ: ช่วยลดการบวมของเนื้อเยื่อที่เกิดจากการบาดเจ็บหรือการขาดเลือด
- ต่อต้านเชื้อโรค: เสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อที่รุนแรงและเชื้อที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการเจริญเติบโต (Anaerobic Bacteria)
- รักษาภาวะขาดออกซิเจน: มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคจากการดำน้ำ (น้ำหนีบ) และพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
- ฟื้นฟูหลังการฉายรังสี: ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายจากการรักษาด้วยรังสี
การเตรียมตัวก่อนทำ O2 Pressure Chamber Therapy
การเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้การรักษาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
- ปรึกษาศัลยแพทย์: ต้องได้รับการตรวจสุขภาพและซักประวัติโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูง (Hyperbaric Medicine) ก่อนเสมอ
- ตรวจคัดกรอง: อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ปอด และตรวจการทำงานของหูชั้นใน เพื่อดูว่ามีข้อห้ามในการรักษาหรือไม่
- การปรับความดันหู: เรียนรู้วิธีการปรับความดันในหู (Ear Clearing/Valsalva maneuver) เพื่อลดอาการปวดหูขณะที่ความดันในห้องเริ่มสูงขึ้น
- งดสูบบุหรี่: ควรงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนการรักษา เนื่องจากนิโคตินจะไปลดความสามารถในการขนส่งออกซิเจน
- ถอดอุปกรณ์: ห้ามนำวัสดุที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟเข้าห้องโดยเด็ดขาด เช่น ไฟแช็ก โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา เครื่องประดับ คอนแทคเลนส์ และเครื่องสำอาง/น้ำหอมที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
- เปลี่ยนเสื้อผ้า: เปลี่ยนเป็นชุดที่โรงพยาบาลจัดเตรียมให้ (เป็นผ้าฝ้าย 100%)
ขั้นตอนการทำ O2 Pressure Chamber Therapy
การรักษาจะใช้เวลาประมาณ 60 – 120 นาทีต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับแผนการรักษา
- เข้าสู่ห้อง: คนไข้นอนราบลงบนเตียงในห้องปรับความดันบรรยากาศสูง (Monoplace หรือ Multiplace)
- การปรับความดัน (Compression): เจ้าหน้าที่จะค่อย ๆ ปรับเพิ่มความดันภายในห้องให้สูงขึ้นตามระดับที่กำหนด จะอยู่ที่ 2.0 – 3.0 เท่าของความดันบรรยากาศปกติ) ในช่วงนี้คนไข้ต้องปรับความดันหูอย่างต่อเนื่อง
- การหายใจด้วยออกซิเจน: เมื่อถึงระดับความดันที่ต้องการ คนไข้จะหายใจเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ผ่านหน้ากากหรือฮู้ด
- ช่วงเวลาการรักษา: คนไข้จะอยู่ในห้องเพื่อรับออกซิเจนในความดันสูงเป็นเวลาตามที่ศัลยแพทย์กำหนด
- การลดความดัน (Decompression): เมื่อครบกำหนด เจ้าหน้าที่จะค่อย ๆ ปรับลดความดันภายในห้องกลับสู่ระดับบรรยากาศปกติอย่างช้า ๆ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บต่อหูหรือปอด
การดูแลตัวเองหลังทำ O2 Pressure Chamber Therapy
หลังจากการรักษาเสร็จสิ้น คนไข้ส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายดีและสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ทันที อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง
- พักผ่อน: อาจมีอาการเหนื่อยล้าเล็กน้อยหลังการรักษา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
- ดูแลหู: หากมีอาการปวดหูหรืออื้อเล็กน้อยหลังการรักษา อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรแจ้งศัลยแพทย์ หรือพยาบาล
- งดกิจกรรมที่ต้องปรับความดัน: ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงความดันเร็ว ๆ เช่น การขึ้นเครื่องบิน หรือการดำน้ำ ในช่วงหลังการรักษาตามคำแนะนำของศัลยแพทย์
- การดูแลแผล: หากเป็นการรักษาแผลเรื้อรัง ควรปฏิบัติตามแผนการรักษาแผลของศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัดต่อไป
ข้อดีของการทำ O2 Pressure Chamber Therapy

การบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูงมีประโยชน์อย่างมากในทางการแพทย์และการฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายมีความต้องการออกซิเจน
- เร่งการสมานแผล: ออกซิเจนที่ละลายในเลือดสูง ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ คอลลาเจน และหลอดเลือดฝอยใหม่ ทำให้แผลเรื้อรัง เช่น แผลเบาหวาน แผลไฟไหม้ และบาดแผลหลังการผ่าตัดหายเร็วขึ้น
- ลดอาการบวมและอักเสบ: ช่วยลดอาการบวมของเนื้อเยื่อที่เกิดจากการบาดเจ็บหรือการขาดเลือด
- ต่อต้านเชื้อโรค: ออกซิเจนแรงดันสูงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Bacteria) และช่วยเสริมประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ
- ฟื้นฟูระบบประสาท: ใช้รักษาภาวะขาดออกซิเจน เช่น พิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และอาจช่วยฟื้นฟูคนไข้โรคหลอดเลือดสมองในบางราย
- การฟื้นตัวหลังศัลยกรรม: ช่วยลดอาการบวมช้ำ และเร่งการฟื้นตัวของผิวหนังและเนื้อเยื่อหลังการผ่าตัดศัลยกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเหตุผลที่คลินิกศัลยกรรมนำมาใช้
- ชะลอความเสื่อม: บางรายงานระบุว่าสามารถช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย และลดความเหนื่อยล้าได้
ข้อเสียและผลข้างเคียงของการทำ O2 Pressure Chamber Therapy
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความดัน
| ผลข้างเคียงทั่วไป (ขณะปรับความดัน) | ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย/ความเสี่ยง |
| อาการหูอื้อ/ปวดหู: เกิดจากการปรับความดันในหูที่ไม่ทัน (คล้ายเวลาขึ้นเครื่องบิน) ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการปรับความดันหู (Valsalva maneuver) | การบาดเจ็บที่หูชั้นกลาง: หากปรับความดันไม่ได้ อาจทำให้เยื่อแก้วหูบาดเจ็บหรือฉีกขาด (พบได้น้อยมาก) |
| ความรู้สึกแน่นในไซนัส: คล้ายอาการปวดศีรษะเล็กน้อยในบริเวณหน้าผากหรือแก้ม | การบาดเจ็บต่อปอด (Barotrauma): หากคนไข้มีภาวะปอดแตก หรือลมในช่องอก (Pneumothorax) ที่ไม่ได้รับการรักษา |
| อาการอ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า: อาจรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยหลังการรักษา | ภาวะชักจากพิษออกซิเจน (Oxygen Toxicity): พบได้ยากมาก โดยเฉพาะหากทำภายใต้ความดันและระยะเวลาที่กำหนดโดยศัลยแพทย์อย่างเคร่งครัด |
| สายตาเปลี่ยนชั่วคราว: อาจมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาเล็กน้อย ซึ่งจะกลับสู่ภาวะปกติหลังสิ้นสุดการรักษา | ความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้: เป็นความเสี่ยงต่ำมากในห้องออกซิเจนบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงมีข้อห้ามนำวัสดุติดไฟหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าห้องโดยเด็ดขาด |
ราคาของการทำ O2 Pressure Chamber Therapy
ราคาของการทำ O2 Pressure Chamber Therapy ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สถานที่ (โรงพยาบาล/คลินิกเฉพาะทาง), ระยะเวลา (60/90/120 นาที) และจำนวนครั้งที่ซื้อ (เป็นคอร์สจะถูกกว่าต่อครั้ง)
การทำ O2 Pressure Chamber Therapy ที่ SU:I Plastic Surgery ดีอย่างไร
SU:I Plastic Surgery เป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งในเกาหลีใต้ (โดย Dr. Ahn Tae Joo) ซึ่งจะนำ HBOT มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการฟื้นฟูหลังการผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งมีข้อดีดังนี้
- ลดบวมและฟกช้ำเร็วขึ้น: จุดแข็งหลักของการใช้ HBOT ในคลินิกศัลยกรรมคือการช่วยลดอาการบวมและฟกช้ำหลังการผ่าตัดอย่างรวดเร็ว ทำให้คนไข้ฟื้นตัวและเห็นผลลัพธ์การผ่าตัดได้เร็วขึ้น
- เร่งการสมานแผลศัลยกรรม: ออกซิเจนบริสุทธิ์ช่วยให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นที่ไม่สวยงาม หรือการติดเชื้อ
- มาตรฐานการดูแล: การที่คลินิกศัลยกรรมชั้นนำนำ HBOT มาใช้ เน้นการดูแลแบบองค์รวมและให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวของคนไข้
- ประสบการณ์ในด้านความงาม: คลินิกที่เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมมีโปรโตคอลการใช้ HBOT ที่เหมาะสมกับคนไข้หลังศัลยกรรมเฉพาะทาง เช่น หลังการผ่าตัดตา, จมูก, หรือยกกระชับ
รีวิวการทำ O2 Pressure Chamber Therapy
รูป-คลิป
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQ)
การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลานานเท่าไหร่?
โดยทั่วไปการรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 60 ถึง 120 นาที (1 – 2 ชั่วโมง) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและระดับความดันที่ศัลยแพทย์กำหนดสำหรับอาการหรือวัตถุประสงค์เฉพาะ
ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?
พิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ หรือโรคจากการดำน้ำ อาจต้องทำเพียง 1-3 ครั้งในภาวะฉุกเฉิน หากเป็นแผลเรื้อรัง การบาดเจ็บจากการฉายรังสี หรือการฟื้นฟูหลังศัลยกรรม ต้องทำเป็นคอร์สต่อเนื่องตั้งแต่ 10 ถึง 40 ครั้ง
ขณะทำ O2 Pressure Chamber Therapy จะรู้สึกอย่างไร?
- ช่วงปรับความดันขึ้น จะรู้สึกเหมือนอยู่ในเครื่องบินหรือกำลังดำน้ำ คือมีอาการหูอื้อ เล็กน้อย คนไข้จะต้องปรับความดันหู (Valsalva maneuver) เพื่อบรรเทาอาการนี้
- ช่วงรักษา: เมื่อความดันคงที่แล้ว คนไข้จะรู้สึกผ่อนคลาย สามารถนอนหลับ ดูโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือได้ตามปกติ
- ช่วงลดความดันลง: อาจมีเสียงดังในหูเล็กน้อย
สรุป
O2 Pressure Chamber Therapy (HBOT) คือการบำบัดที่ให้ร่างกายได้รับออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ภายใต้ความดันสูง ซึ่งจะช่วยให้ออกซิเจนละลายเข้าสู่พลาสมาได้สูงขึ้น นำไปสู่การลดอาการบวม อักเสบ และเร่งกระบวนการสมานแผล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบำบัดนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเร่งการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อหลังการบาดเจ็บหรือ หลังการผ่าตัดศัลยกรรม
หากวางแผนที่จะยกระดับความงามด้วยการศัลยกรรม และต้องการการฟื้นตัวที่รวดเร็วและปลอดภัย SU:I Plastic Surgery ที่เกาหลีใต้ โดย Dr. Ahn Tae Joo ได้นำ HBOT มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการดูแลหลังผ่าตัด ซึ่งจะช่วยลดบวมและฟกช้ำได้อย่างดีเยี่ยม SR Surgery (เอเจนซี่) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการเดินทางศัลยกรรมของคนไข้ตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้คนไข้ได้รับผลลัพธ์ที่ดี
เอกสารอ้างอิง
1. Mayo Clinic Staff. (2024, December 6). Hyperbaric oxygen therapy. แหล่งข้อมูล : https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/hyperbaric-oxygen-therapy/about/pac-20394380
2. Medically. (2023, July 1). Hyperbaric Oxygen Therapy. แหล่งข้อมูล : https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/17811-hyperbaric-oxygen-therapy
3. Rohin Gawdi, Jaime Yrastorza, and Jeffrey S. Cooper. (2025, May 27). Hyperbaric Oxygen Therapy Contraindications. แหล่งข้อมูล : https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK557661/
4. Lisa Catanese. (2024, December 9). Hyperbaric oxygen therapy: Evidence-based uses and unproven claims. แหล่งข้อมูล : https://www.health.harvard.edu/staying-healthy/hyperbaric-oxygen-therapy-evidence-based-uses-and-unproven-claims





