ดึงหน้ากับร้อยไหม แต่ละแบบเหมาะกับใคร
ทีมแพทย์ SU:I
ทีมแพทย์ SU:I

ดึงหน้ากับร้อยไหม ต่างกันยังไง? เหมาะกับใคร? เลือกทำแบบไหนดี?

ดึงหน้ากับร้อยไหม แต่ละแบบเหมาะกับใคร

หากกำลังมองหากระจกแล้วเริ่มรู้สึกกังวลกับความหย่อนคล้อย ร่องแก้มที่ลึกขึ้น หรือกรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัดเจน แน่นอนว่าคำถามแรก ๆ ที่ผุดขึ้นมาคือจะแก้ยังไงดี? ในวงการความงามปัจจุบัน สองนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการดึงหน้า (Face Lift) และการร้อยไหม (Thread Lift) ซึ่งทั้งคู่ต่างมีจุดเด่นในการยกเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ วิธีการ และระยะเวลาพักฟื้นกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บทความนี้จะช่วยเจาะลึกความต่างแบบชัด ๆ ตั้งแต่กระบวนการทำไปจนถึงความคุ้มค่า เพื่อให้ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับใบหน้า

เช็กระดับความหย่อนคล้อยสภาพผิว

ก่อนจะตัดสินใจข้ามไปทำหน้าถึงเกาหลี หรือเลือกทำกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคเกาหลีในไทย ลองมาประเมินใบหน้ากันก่อนว่าความหย่อนคล้อยของคนไข้อยู่ในระดับใด

  1. ใบหน้าหย่อนคล้อย ระดับเริ่มต้น (Mild Sagging) พบในช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป เริ่มมีปัญหาร่องแก้มเล็กๆ หรือผิวไม่กระชับเหมือนก่อน ในระดับนี้เทคนิคที่เน้น “งานผิว” และ “การยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด” (Non-Surgical) จะได้ผลดีมาก เช่น การยกกระชับด้วย Laser, การฉีดสารเติมเต็ม (Filler), การใช้ Sculptra เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนตามธรรมชาติ หรือการร้อยไหม (Thread Lift) เพื่อล็อคผิวให้ตึง
  2. ใบหน้าหย่อนคล้อย ระดับปานกลาง (Moderate Sagging) เมื่อก้าวเข้าสู่วัยที่คอลลาเจนเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว จะสังเกตเห็น “ร่องแก้ม” ชัดขึ้นคู่กับ “ร่องน้ำหมาก” (Marionette Lines) แม้ร่องทั้งสองจะยังไม่เชื่อมต่อกัน แต่ผิวจะเริ่มดูคล้อยลงจนเห็นกรอบหน้าไม่ชัด เทคนิคที่เริ่มมีความจำเป็นคือการดึงหน้า (Face Lift) ในบางส่วน เพื่อปรับโครงสร้างให้ใบหน้ากลับมาดูเรียวเล็กอีกครั้ง
  3. ใบหน้าหย่อนคล้อย ระดับรุนแรง (Severe Sagging) สังเกตได้จากร่องแก้มและร่องน้ำหมากที่ยาวเชื่อมต่อกัน ผิวบริเวณแก้มห้อยย้อย หางตาตก และกรอบหน้าหายไปอย่างชัดเจน ในกรณีนี้ การผ่าตัดดึงหน้า (Face Lift) คือทางออกที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด และอาจร่วมกับการทำหัตถการเสริมอย่างการฉีดปรับรูปหน้า เพื่อคงสภาพความอ่อนเยาว์ให้ยาวนานที่สุด

เจาะลึกร่องแก้ม ตัวการความแก่ เกิดจากอะไร?

ความแก่และเหี่ยวลงของใบหน้าเกิดจากอะไร

การจะดึงหน้าให้ได้ลุคเกาหลีที่ดูละมุน ไม่แข็งทื่อ ต้องเข้าใจต้นเหตุของปัญหาดังนี้

  • คอลลาเจนเสื่อมสภาพ: เมื่ออายุ 25+ ร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง ผิวจึงขาดความยืดหยุ่นและเริ่ม “ทรุดตัว”
  • โครงสร้างกระดูกเปลี่ยน: กระดูกใต้ตาและร่องแก้มที่ยุบตัวลงตามวัย ทำให้เนื้อเยื่อด้านบนตกลงมากองจนเกิดร่องลึก
  • การแสดงสีหน้า: การยิ้ม หัวเราะ หรือการขยับกล้ามเนื้อรอบปากซ้ำๆ สะสมจนเกิดเป็นเส้นร่องลึกที่เห็นได้ชัด
  • ไขมันสะสมและแรงโน้มถ่วง: ไขมันบริเวณแก้มที่เลื่อนระดับลงมา (Fat Pad Displacement) ทำให้เกิดแก้มห้อยและร่องแก้มที่หนาขึ้น
  • พฤติกรรมการนอน: การนอนตะแคงเป็นประจำทำให้เกิดแรงกดทับผิวหน้าซ้ำๆ จนกลายเป็นรอยพับถาวร

ดึงหน้า (Face Lift) เหมาะกับใคร?

การดึงหน้าเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างลึกถึงระดับกล้ามเนื้อ จึงเหมาะกับผู้ที่มีโจทย์ดังนี้

  • ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับรุนแรง: ผิวหนังย้วยจนเห็นเป็นชั้นชัดเจน แก้มห้อยลงมาบดบังกรอบหน้า หรือผิวบริเวณลำคอเริ่มเหี่ยวย่นเป็นชั้น (Turkey Neck)
  • ผู้ที่ร่องริ้วรอยลึกชัดเจน: เช่น ร่องแก้มและร่องน้ำหมากยาวเชื่อมต่อกันจนดูมีอายุ ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมไม่สามารถพยุงผิวขึ้นได้แล้ว
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบ “ทีเดียวจบ”: เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการทำหัตถการบ่อยๆ เพราะการดึงหน้าครั้งเดียวสามารถคงผลลัพธ์ความอ่อนเยาว์ได้นาน 5-10 ปี
  • ผู้ที่มีอายุ 45-50 ปีขึ้นไป: ซึ่งเป็นช่วงวัยที่กระเปาะแก้ม (Jowls) เริ่มชัด และความยืดหยุ่นของผิวลดลงอย่างมาก
  • ผู้ที่เคยผ่านหัตถการเบาๆ มาแล้วไม่ได้ผล: เช่น เคยทำ Ulthera หรือร้อยไหมมาหลายรอบแล้วแต่ผิวก็ยังดูหย่อนคล้อยอยู่

ร้อยไหม (Thread Lift) เหมาะกับใคร?

การร้อยไหมเป็นงาน “ปรับรูปหน้า” และ “ยกกระชับ” แบบไม่ต้องผ่าตัด จึงเหมาะกับกลุ่มคนดังนี้

  • ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง: ผิวแค่เริ่มคล้อยเล็กน้อย หรือต้องการยกกระชับให้ใบหน้าดูเรียว (V-Shape) มากขึ้น
  • ผู้ที่กังวลเรื่องรอยแผลเป็น: ไม่อยากผ่าตัด ไม่ต้องการดมยาสลบ และต้องการหลีกเลี่ยงรอยแผลจากการศัลยกรรม
  • คนวัยทำงานที่ไม่มีเวลาพักฟื้น: ต้องการผลลัพธ์ที่ทำเสร็จแล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็ว (Down-time น้อย)
  • ผู้ที่มีอายุช่วง 25 – 40 ปี: ซึ่งเป็นวัยที่ต้องการล็อคผิวให้ตึงกระชับ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ
  • ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาเฉพาะจุด: เช่น ยกหางตา (Fox Eyes), ยกมุมปากที่ตกเล็กน้อย หรือเก็บกรอบหน้าให้คมชัดขึ้น

เลือกอะไรดีระหว่างดึงหน้ากับร้อยไหม

เลือกอะไรดี ดึงหน้ากับร้อยไหม

แม้ว่าการร้อยไหมจะเป็นทางเลือกที่ฟังดูง่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงความจริงของโครงสร้างใบหน้า มาดูเหตุผลที่ว่าทำไมการดึงหน้า จึงเป็นคำตอบสุดท้ายของคนที่ต้องการหยุดอายุผิวอย่างแท้จริง:

1. แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ (SMAS Layer)

การร้อยไหมทำได้เพียงเกี่ยวชั้นไขมันและผิวหนังขึ้นไปชั่วคราว แต่การดึงหน้า (Face Lift) โดยเฉพาะเทคนิคจากเกาหลี จะเข้าไปจัดการที่ ชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อพยุงหน้า) ซึ่งเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของความหย่อนคล้อย การเย็บตึงจากฐานรากจะทำให้ใบหน้ายกกระชับแบบถาวรกว่า ไม่ใช่แค่การดึงผิวชั้นนอกให้ตึงเพียงอย่างเดียว

2. ความคุ้มค่าในระยะยาว (The One-Time Investment)

  • ร้อยไหม: คนไข้อาจต้องกลับมาทำซ้ำทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อคงสภาพผิว และหากสะสมการร้อยไหมบ่อยเกินไป อาจเกิดพังผืดใต้ผิวหนังที่ทำให้ผิวขรุขระได้
  • ดึงหน้า: ทำเพียงครั้งเดียว แต่ผลลัพธ์ล็อคความอ่อนเยาว์ไว้ได้นานถึง 5-10 ปี เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายยิบย่อยกับการร้อยไหมซ้ำๆ การดึงหน้าคือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าทั้งในเรื่องเงินและเวลา

3. ผลลัพธ์ที่เนียนตาและเป็นธรรมชาติกว่า

หลายคนกลัวการผ่าตัดเพราะกลัวหน้าแข็งทื่อ แต่ความจริงคือการร้อยไหมที่ “ดึงตึง” เกินไปต่างหากที่ทำให้เกิดรอยบุ๋ม ผิวเป็นคลื่น หรือหน้าผิดรูปได้ง่าย ในขณะที่การดึงหน้าเทคนิคพรีเมียม (เช่น Invisible Lock) ศัลยแพทย์จะสามารถจัดเรียงเนื้อเยื่อและตัดผิวหนังส่วนเกินออกได้อย่างประณีต ทำให้รูปหน้าเรียวสวยแบบไม่มีลอยนูนของเส้นไหมใต้ผิว

4. จัดการผิวส่วนเกินได้จริง

ร้อยไหมไม่สามารถกำจัดผิวหนังที่เหลือ ออกไปได้ มันทำได้เพียงดึงไปกองไว้ที่จุดอื่น แต่การดึงหน้าจะมีการตัดผิวหนังที่ย้วยเกินออก ทำให้กรอบหน้าคมชัด (Sharp Jawline) และผิวที่เคยหย่อนเป็นชั้นหายไปอย่างถาวร ซึ่งเป็นสิ่งที่การร้อยไหมไม่มีทางทำได้

5. จบปัญหาร่องลึกที่ร้อยไหมแก้ไม่ตก

ร่องแก้มลึกหรือกระเปาะแก้ม (Jowls) ที่ห้อยลงมาบดบังแนวกราม คือจุดที่เส้นไหมจะรับน้ำหนักไม่ไหวและคลายตัวในเวลาอันรวดเร็ว การศัลยกรรมดึงหน้าจึงเป็นวิธีเดียวที่จะยกกระเปาะไขมันเหล่านั้นกลับขึ้นไปไว้ในที่ที่ควรอยู่ได้อย่างมั่นคงที่สุด

การเตรียมตัวก่อนดึงหน้า 

การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงระหว่างผ่าตัดและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

  • งดยาและอาหารเสริม: งดยากลุ่มแอสไพริน ไอบูโพรเฟน วิตามินอี น้ำมันปลา สมุนไพรต่างๆ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์: อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนทำ เนื่องจากนิโคตินทำให้แผลหายช้าและเสี่ยงต่อเนื้อเยื่อตาย
  • ตรวจร่างกาย: เข้ารับการตรวจเลือดหรือตรวจสุขภาพตามที่ศัลยแพทย์กำหนด (โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว)
  • สระผมให้สะอาด: ในวันผ่าตัดควรสระผมมาให้เรียบร้อย เนื่องจากหลังผ่าตัดอาจจะยังสระผมไม่ได้หลายวัน
  • เตรียมคนรับส่ง: เนื่องจากการดึงหน้าใช้การดมยาสลบ คนไข้จะไม่สามารถขับรถกลับเองได้

ขั้นตอนการดึงหน้า 

ศัลยกรรมดึงหน้ายุคใหม่ (โดยเฉพาะเทคนิคเกาหลี) มีขั้นตอนที่ประณีตดังนี้

  1. การดมยาสลบ: วิสัญญีแพทย์จะทำการให้ยาสลบเพื่อให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บและปลอดภัยตลอดการผ่าตัด
  2. การเปิดแผล: ศัลยแพทย์จะเปิดแผลในตำแหน่งที่ซ่อนรอยได้แนบเนียน เช่น บริเวณไรผม หน้าหู และอ้อมไปหลังใบหู
  3. การแยกชั้นผิวหนังและ SMAS: ศัลยแพทย์จะทำการแยกชั้นผิวหนังออกจากชั้นกล้ามเนื้อ SMAS (ชั้นพยุงหน้า)
  4. การดึงชั้น SMAS: นี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุด ศัลยแพทย์จะดึงและเย็บล็อคชั้นกล้ามเนื้อให้ตึงกระชับจากภายใน
  5. ตัดผิวหนังส่วนเกิน: เมื่อชั้นในตึงแล้ว แพทย์จะจัดวางผิวหนังชั้นนอกให้เรียบตึงพอดี แล้วตัดส่วนที่เกินออก
  6. การเย็บปิดแผล: เย็บแผลด้วยความประณีต (เช่นเทคนิค Invisible Lock) เพื่อให้รอยแผลเป็นดูเป็นธรรมชาติที่สุด

การดูแลตัวเองหลังดึงหน้า

การดูแลตัวเองหลังดึงหน้า

ช่วงเวลาหลังผ่าตัดคือหัวใจสำคัญของความสวย

  • การนอน: ควรนอนยกศีรษะสูงในช่วง 3-5 วันแรก เพื่อช่วยลดอาการบวม
  • การประคบเย็น: ประคบเย็นบ่อย ๆ ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกเพื่อลดบวม หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นตามคำแนะนำศัลยแพทย์
  • รักษาความสะอาด: เช็ดล้างหน้าตามที่ศัลยแพทย์สั่ง ห้ามแผลโดนน้ำในช่วงแรก และงดการแคะแกะเกาแผล
  • งดกิจกรรมหนัก: เลี่ยงการออกกำลังกายที่รุนแรงหรือการก้มหน้าต่ำเป็นเวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
  • ใส่สายรัดหน้า: ใส่ผ้ารัดใบหน้าตามระยะเวลาที่ศัลยแพทย์กำหนดเพื่อช่วยพยุงรูปหน้าและลดบวม

ข้อดีของการดึงหน้า

ข้อดีของการดึงหน้า

ทำไมการดึงหน้าจึงเป็นการศัลยกรรมย้อนวัยที่ได้รับความนิยมสูงสุด

  • ย้อนวัยได้ชัดเจนที่สุด: สามารถทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงได้ 10-20 ปี อย่างเห็นได้ชัดในครั้งเดียว
  • ผลลัพธ์ยาวนาน: แตกต่างจากหัตถการอื่นๆ การดึงหน้าอยู่ได้นาน 5-10 ปี หรือมากกว่านั้น
  • แก้ปัญหาได้ครอบคลุม: จัดการได้ทั้งความหย่อนคล้อย ร่องลึก กระเปาะแก้ม และผิวหนังที่ส่วนเกินที่ห้อยย้อย
  • ปรับรูปหน้าให้คมชัด: ช่วยคืนกรอบหน้า (Jawline) ที่เลือนหายไปให้กลับมาดูเรียวและชัดเจนขึ้น
  • เพิ่มความมั่นใจ: ช่วยให้ภาพลักษณ์ดูสดใส ไม่เหนื่อยล้า ส่งผลดีต่อทั้งบุคลิกภาพและการทำงาน

ดึงหน้าอยู่ได้กี่ปี? 

โดยปกติผลลัพธ์ของการดึงหน้าจะอยู่ได้ยาวนานถึง 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง หากมีการทำหัตถการเสริมอย่าง Laser หรือการฉีดกระตุ้นคอลลาเจนร่วมด้วย จะยิ่งช่วยล็อคความอ่อนเยาว์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น

ดึงหน้าราคาเท่าไหร่

ราคาของการศัลยกรรมดึงหน้า (Face Lift) จะแตกต่างกันไปตามเทคนิค ความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ และขอบเขตของบริเวณที่ต้องการแก้ไข

หากใครสนใจและต้องการขอคำปรึกษาพร้อมประเมินราคาเฉพาะเคส สามารถส่งรูปภาพมาให้ประเมินได้ที่ LINE ID: https://page.line.me/fxl6554w

ดึงหน้าที่ SU:I Plastic Surgery ดีอย่างไร

  • ดูแลโดยศัลยแพทย์ (Master of Surgery): นำโดย นพ. อันแทจู และทีมศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงระดับสากล มีความเชี่ยวชาญสูงในการปรับโครงสร้างใบหน้าและดวงตาให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
  • การวิเคราะห์แบบ “Personalized Design”: มีระบบการวินิจฉัยที่ละเอียดแม่นยำ วิเคราะห์ลึกถึงโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อวางแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล (Customized Plan) ไม่ใช่การทำแบบบล็อกเดียวกันทั้งหมด
  • เทคนิคการปรับโครงสร้างขั้นสูง (Advanced Structural Correction): โดดเด่นด้วยเทคนิคการผ่าตัดที่ล้ำกว่าการดึงผิวชั้นนอก แต่เน้นการปรับโครงสร้างภายใน 
  • ผลลัพธ์ที่เน้นความละมุนและเป็นธรรมชาติ: มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อยให้หายไป โดยที่ใบหน้ายังคงแสดงอารมณ์ได้ปกติ ไม่แข็งทื่อ และรักษาเอกลักษณ์เดิมของใบหน้าไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
  • มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล: เลือกใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุด พร้อมผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสูง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนไข้ในทุกขั้นตอนการผ่าตัด

รีวิวดึงหน้า

รูป-คลิป

คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)

ดึงหน้ากับร้อยไหม แบบไหนเจ็บกว่ากัน?

ร้อยไหม เจ็บน้อยกว่ามาก ส่วนใหญ่ใช้เพียงยาชาเฉพาะจุด อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือจี๊ดๆ ขณะสอดไหม แต่ไม่ต้องพักฟื้นนาน ซึ่งดึงหน้าเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องใช้การดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ จึงไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ แต่จะมีอาการระบมและบวมช้ำหลังผ่าตัด ซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์

ร้อยไหมแล้วหน้าบุ๋ม เกิดจากอะไร และแก้ไขได้ไหม?

อาการหน้าบุ๋มเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น วางไหมตื้นเกินไป หรือเงี่ยงไหมเกี่ยวดึงผิวแรงเกินไป หากเป็นไหมละลาย อาการจะดีขึ้นเองภายใน 1-4 สัปดาห์ หรือศัลยแพทย์อาจช่วยนวดคลายไหมให้ในเบื้องต้น แต่หากกังวลใจควรกลับไปพบศัลยแพทย์ที่ทำเพื่อประเมินอาการ

ถ้าเคยร้อยไหมมาก่อน จะสามารถผ่าตัดดึงหน้าได้ไหม?

ทำได้ แต่คนไข้ต้องแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า เนื่องจากไหมบางชนิด (โดยเฉพาะไหมไม่ละลาย) อาจทำให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนัง ซึ่งศัลยแพทย์จะต้องใช้ความระมัดระวังและทักษะที่สูงขึ้นในการเลาะพังผืดออกระหว่างการผ่าตัดดึงหน้า

ดึงหน้าแล้วหน้าจะแข็งทื่อ แสดงอารมณ์ไม่ได้จริงหรือ?

หากทำด้วยเทคนิคที่ทันสมัย เช่นที่ SU:I Plastic Surgery ศัลยแพทย์จะเน้นการปรับชั้นกล้ามเนื้อให้พอดี ไม่ดึงผิวหนังชั้นนอกจนตึงเกินไป (Over-pulled) ผลลัพธ์ที่ได้จะดูละมุนและสามารถแสดงสีหน้า ยิ้ม หรือหัวเราะได้เป็นธรรมชาติ

สรุป

หากต้องการผลลัพธ์ที่เปลี่ยนชีวิตและอยู่ได้นานนับสิบปี การดึงหน้า คือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการร้อยไหมอย่างเทียบไม่ได้ และเพื่อให้ได้ความละมุนเป็นธรรมชาติตามมาตรฐานกังนัม การเลือกทำที่ SU:I Plastic Surgery กับทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางคือคำตอบที่มั่นใจได้ที่สุด โดยคนไข้สามารถเดินทางไปแปลงโฉมที่เกาหลีได้อย่างไร้กังวลผ่านเอเจนซี่ SR Surgery ที่พร้อมดูแลครบวงจรตั้งแต่การปรึกษาจนถึงการพักฟื้น ให้การย้อนวัยของคนไข้เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และสมบูรณ์แบบที่สุด

เอกสารอ้างอิง

1. Yordan P Yordanov. (2025). The Facelift After Thread Lifting: Surgical and Aesthetic Complications. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/40775188/ 

2. Thread Lift. (n.d.). https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/24581-thread-lift 

3. Kevin Tehrani. (2018, July 31). What you need to know about thread lifts. https://www.plasticsurgery.org/news/blog/what-you-need-to-know-about-thread-lifts 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับศัลยกรรมที่เกี่ยวข้อง